สาร์ทเดือนสิบเชิงวิเคราะห์ 2555
ดร.ทินโน ขวัญดี
สาร์ทเดือนสิบปีนี้
ผมคิดว่าผมจะวิเคราะห์เชิงภาพรวมให้พี่น้องทำความเข้าใจกับชีวิตมนุษย์
สังคมและกลไกโดยรวมที่เกิดขึ้นแล้ว และกำลังเกิดขึ้นต่อไป ด้วยสติปัญญา ความรู้
และประสบการณ์ที่ผมมี ซึ่งขอกล่าวได้ว่าอาจจะไม่ได้มากมายอะไร
แต่ด้วยจิตอันบริสุทธิ์และห่วงใยอย่างยิ่งยวดต่อความเป็นไปของ สังคม บ้านเมือง
ประเทศชาติ และกระแสโลกที่พุ่งเข้าใส่อย่างไม่หยุดยั้ง
ทำอย่างไรที่จะเข้าใจและรู้เท่าทัน ที่จะตั้งรับและปรับให้อยู่ได้อย่างมีความสุข
ในที่นี้ผมขอกล่าวถึงสิ่งที่เกี่ยวข้องกับสาร์ทเดือนสิบ
อันเชื่อมโยงระหว่างประเพณี (Tradition) วัฒนธรรม (Culture) ศาสนา (Religion) พฤติกรรมมนุษย์ (Human
behavior) ที่เราพบเห็นไม่เว้นแต่ละวัน
และเราก็ตั้งคำถามกับตัวเองและกลุ่มเพื่อน หรือคนรู้จักเสมอว่า ทำไมทำอย่างนั้น
ทำไมเป็นเช่นนั้น ทำไม และทำไมอย่างไม่จบสิ้น
และมันก็เกิดสิ่งที่ต้องคิดและถามว่าทำไมอยู่เรื่อยไป
สาร์ทเดือนสิบคืออะไร
มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์อย่างไร?ใครเคยตั้งคำถามกับสิ่งเหล่านี้บ้างไหม
บ้างก็รู้แต่รู้แบบจำตามที่ปู่ย่าตายาย บอกกล่าวกันมา
แต่เคยวิเคราะห์ให้ลึกลงไปไหมว่าทำไมต้องมีสิ่งนี้ ทำไมต้องทำอย่างนี้
และทำไมต้องรักษาสิ่งนี้กันต่อไป
คนโบราณบอกว่าประเพณีสาร์ทเดือนสิบเป็นงานบุญประเพณีของคนปักษ์ใต้
ที่ได้รับอิทธิพลความเชื่อมาจากศาสนาพราหมณ์โดยมีการผสมผสานความเชื่อทางพุทธศาสนาที่เข้ามาภายหลังโดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลให้แก่ดวงวิญญาณของบรรพชนและญาติผู้ล่วงลับที่ได้รับการปล่อยตัวมาจากนรกอันถูกจองจำอยู่เนื่องจากผลกรรมที่ตนได้เคยก่อไว้ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่
โดยเริ่มปล่อยตัวจากนรกทุกวันแรม1ค่ำเดือนสิบ
เพื่อมายังโลกมนุษย์ โดยมีจุดประสงค์ในการมาขอส่วนบุญจากลูกหลาน ญาติพี่น้อง
ที่ได้เตรียมการอุทิศไว้ให้ เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้ล่วงลับ
หลังจากนั้นจะกลับไปยังนรกในวันแรม15ค่ำเดือน10
คนที่ตกนรกนั้นไม่ว่าผู้รากมากดีหรือยาจกอย่างไรก็แล้วแต่
ไม่เว้นแม้แต่คนที่มีตำแหน่งอันสูงส่งถึงกระทั่งคนที่ต่ำต้อยที่สุดในสังคมหากตกนรกจะได้รับตำแหน่งแห่งผลกรรมที่กระทำ
ซึ่งเราเรียกว่าเปรต สถานะของเปรตหากก่อกรรมทำเข็ญมากก็จะเป็นเปรตสุดๆอันหมายถึงอธิบดี
หรือปลัดแห่งเปรต ก่อกรรมทำเข็ญน้อยหน่อยก็เป็นแค่เปรตเล็กๆ เปรตซี2 เปรตซี3 อะไรทำนองนั้น
การรับผลบุญของเปรต
หากลูกหลานประชาชนเคารพรัก ก็จะได้รับบุญเพื่อไปแก้บาปมากหน่อย
หากมีแต่ความชั่วร้ายและชิงชัง
ทั้งของลูกหลานและประชาชนไม่ร่วมอุทิศกุศลและบุญให้นั้น
อธิบดีแห่งเปรตก็จักต้องเป็นเปรตแร่ร่อน หาบุญ หากุศลไม่เจอ
อาจจะดีหน่อยด้วยความเมตตาปรานีของเหล่ามนุษย์ ที่ทำบุญเผื่อแผ่ให้เปรตตัวพ่อ
ไปกินกุศลผลบุญที่ลานชิงเปรต เปรตตัวพ่อก็คงจะสนุกสนานกับการแย่งชิง วางหมาก
วางกลยุทธ และวิธีการที่เคยปฎิบัติบนโลกมนุษย์ เอาเปรียบ เหยียบไหล่ ห้อยโหน
แอบแฝง ซ่อนเร้น กินสินบาท คาดสินบน ที่เคยปฎิบัติจนเคยชิน
และติดนิสัยลงไปในนรกด้วย ก็คงจะเอาไปใช้ในดินแดนนรก
แต่ไม่รู้เหมือนกันว่านายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี อัยการ ผู้พิพากษา ตำรวจ ทหาร
หรือเหล่าผู้ปฎิบัติงานราชการแห่งนรก อเวจี เหมือนในโลกมนุษย์หรือไม่
(ว่างๆไปดูงานหน่อยก็ดีนะ)
วันนี้เราเห็นอะไรที่ตำตาตำใจ
รู้สึกได้ถึงความถูกความผิด ความไม่ดี กันอย่างไร ผมคิดว่า พี่น้องทั้งหลาย
รู้อยู่แก่ใจทั้งสิน แล้วจะอยู่กันอย่างไร สาร์ทเดือนสิบนั้น โบราณสอนไว้
หากแต่เราไม่คิดต่อยอด เราเอาแค่เปลือก เราเอาแค่สิ่งภายนอกมาใช้กัน
เราเอาแค่สิ่งที่มองเห็นจากภายนอกมาใช้ เรามาร่วมงาน เรามารื่นเริงด้วยดนตรี
ร้านค้า เรามาทำบุญที่การทำบุญนั้นเราคิดว่ามาไหว้พระ เรามาให้ เราบริจาค
นั้นคือการทำบุญ หากแต่เนื้อแท้ของสาร์ทเดือนสิบสอนเราให้ รู้จักการกตัญญู
รู้บุญคุณ รู้จักการเสียสละ รู้จักการให้ รู้จักการประพฤติปฎิบัติที่ดี ที่ชอบ
ไม่เบียดเบียน ผมคิดว่านั่นคือสาระที่โบราณสอนไว้ โดยอาศัยกุศโลบายใส่ความรื่นเริง
และความสนุกลงไปให้คนมาร่วมงานมากๆ รวมกลุ่มกันเยอะๆ จะได้รวบยอดสอนความดีในคราวเดียว
ในที่นี้ผมอยากให้พี่น้องเข้าใจในหลักการของนิยามที่เราพบเห็นและพูดกันกันบ่อยๆ
และเพื่อให้เข้าใจในรายละเอียด
พร้อมทั้งความเชื่อมโยงของกันและกันเพื่อการต่อยอดแนวคิดดังนี้
ประเพณี (Tradition)
เป็นกิจกรรมที่มีการปฏิบัติสืบเนื่องกันมา เป็นเอกลักษณ์และมีความสำคัญต่อสังคม
เช่น การแต่งกาย ภาษา วัฒนธรรม ศาสนา ศิลปกรรม กฎหมาย คุณธรรม ความเชื่อ ฯลฯ
อันเป็นบ่อเกิดของวัฒนธรรมของสังคมเชื้อชาติต่างๆ
กลายเป็นประเพณีประจำชาติและถ่ายทอดกันมาโดยลำดับ
หากประเพณีนั้นดีอยู่แล้วก็รักษาไว้เป็นวัฒนธรรมประจำชาติ
หากไม่ดีก็แก้ไขเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเทศะ ประเพณีล้วนได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งแวดล้อมภายนอกที่เข้าสู่สังคม
รับเอาแบบปฏิบัติที่หลากหลายเข้ามาผสมผสานในการดำเนินชีวิต
ประเพณีจึงเรียกได้ว่าเป็น วิถีแห่งการดำเนินชีวิตของสังคม โดยเฉพาะศาสนาซึ่งมีอิทธิพลต่อประเพณีไทยมากที่สุด
วัดวาอารามต่างๆ ในประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของพุทธศาสนาที่มีต่อสังคมไทย
และชี้ให้เห็นว่าชาวไทยให้ความสำคัญในการบำรุงพุทธศาสนาด้วยศิลปกรรมที่งดงามเพื่อใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาตั้งแต่โบราณกาล
เป็นต้น
วัฒนธรรม (Culture) โดยทั่วไปหมายถึง
รูปแบบของกิจกรรมมนุษย์และโครงสร้างเชิงสัญลักษณ์ที่ทำให้กิจกรรมนั้นเด่นชัดและมีความสำคัญ
วิถีการดำเนินชีวิต ซึ่งเป็นพฤติกรรมและสิ่งที่คนในหมู่ผลิตสร้างขึ้น
ด้วยการเรียนรู้จากกันและกัน และร่วมใช้อยู่ในหมู่พวกของตน
วัฒนธรรมส่วนหนึ่งสามารถแสดงออกผ่าน
ดนตรี วรรณกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม การละครและภาพยนตร์
แม้บางครั้งอาจมีผู้กล่าวว่าวัฒนธรรมคือเรื่องที่ว่าด้วยการบริโภคและสินค้าบริโภค
เช่น วัฒนธรรมระดับสูง วัฒนธรรมระดับต่ำ วัฒนธรรมพื้นบ้าน
หรือวัฒนธรรมนิยม
เป็นต้น แต่นักมานุษยวิทยาโดยทั่วไปมักกล่าวถึงวัฒนธรรมว่า
มิได้เป็นเพียงสินค้าบริโภค
แต่หมายรวมถึงกระบวนการในการผลิตสินค้าและการให้ความหมายแก่สินค้านั้น ๆ ด้วย
ทั้งยังรวมไปถึงความสัมพันธ์ทางสังคมและแนวการปฏิบัติที่ทำให้วัตถุและกระบวนการผลิตหลอมรวมอยู่ด้วยกัน
ในสายตาของนักมานุษยวิทยาจึงรวมไปถึงเทคโนโลยี ศิลปะ วิทยาศาสตร์รวมทั้งระบบศีลธรรม
วัฒนธรรมในภูมิภาคต่าง
ๆ อาจได้รับอิทธิพลจากการติดต่อกับภูมิภาคอื่น เช่น การเป็นอาณานิคม การค้าขาย การย้ายถิ่นฐาน
การสื่อสารมวลชนและศาสนา อีกทั้งระบบความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศาสนามีบทบาทในวัฒนธรรมในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติมาโดยตลอด
ศาสนา (Religion) หมายถึง ความเชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สิ่งเหนือธรรมชาติ ในหลักอภิปรัชญาว่าทุกสรรพสิ่งเกิดขึ้นมาดำรงอยู่และจะเป็นเช่นไรต่อไป
มีหลักการ สถาบัน หรือประเพณี
ที่เป็นที่เคารพโดยทั่วไป แล้วอาจกล่าวได้ว่า ศาสนาเป็นสิ่งที่ควบคุม
และประสานความสัมพันธ์ของมนุษย์ ให้อยู่ร่วมกันได้อย่างปกติสุข คือ ให้มีหลักการ
ค่านิยม วัฒนธรรมร่วมกันและวิถีทางที่มนุษย์เลือกใช้ในการดำรงชีวิต
ให้สังคมเป็นหนึ่งเดียวกัน มีแนวทางไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยหลักจริยธรรม คุณธรรม
ศิลธรรมที่เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน
สำหรับประเทศไทย
ประชาชนมีเสรีภาพในการนับถือศาสนา
โดยพระมหากษัตริย์ทรงเป็นอัครศาสนูปถัมภ์ทุกศาสนา
ศาสนาสำคัญ และมีคนนับถือมากที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ นอกจากการนับถือศาสนาแล้ว
ยังมีความเชื่อไม่นับถือศาสนาด้วย เรียก "อศาสนา" (Irreligion) และผู้ไม่นับถือศาสนาเรียก "อศาสนิก" (Irreligious
person)
พฤติกรรมมนุษย์ (Human behavior) และพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตอื่นและกลไก
สามารถเป็นได้ทั้งที่พบได้ทั่วไป ผิดปกติ ยอมรับได้ หรือยอมรับไม่ได้
มนุษย์ประเมินการยอมรับได้ของพฤติกรรมโดยใช้บรรทัดฐานทางสังคมและควบคุมพฤติกรรมด้วยวิธีการควบคุมทางสังคม
ในทางสังคมวิทยา
พฤติกรรมถูกมองว่าไม่มีความหมาย คือ
การไม่ถูกชี้นำโดยบุคคลอื่นและดังนั้นจึงเป็นการแสดงออกที่พื้นฐานที่สุดของมนุษย์
แม้ว่าพฤติกรรมสามารถมีส่วนในการวินิจฉัยความผิดปกติ อาทิ กลุ่มอาการออทิซึม (Autism
spectrum disorders) พฤติกรรมสัตว์ได้รับการศึกษาในจิตวิทยา
พฤติกรรมวิทยา นิเวศวิทยาพฤติกรรม และชีวสังคมวิทยาเปรียบเทียบ
ตามค่านิยมทางจริยธรรม พฤติกรรมมนุษย์ยังอาจขึ้นอยู่กับพฤติกรรมทั่วไป ผิดปกติ
ที่ยอมรับได้หรือยอมรับไม่ได้ของผู้อื่น
พฤติกรรมกลายมาเป็นแนวคิดที่สำคัญในจิตวิทยาคริสต์ศตวรรษที่
20 ด้วยการปรากฏขึ้นของกระบวนทัศน์ ที่ในภายหลังรู้จักกันในชื่อ
"พฤติกรรมนิยม"(Behaviorism) พฤติกรรมนิยมเป็นปฏิกิริยาต่อต้านจิตวิทยา
ที่ว่าด้วยองค์ประกอบของจิต (Faculty psychology)
ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อมองลึกเข้าไปในจิตใจหรือทำความเข้าใจจิตใจโดยปราศจากประโยชน์ของการทดสอบทางวิทยาศาสตร์
พฤติกรรมนิยมตั้งมั่นในการทำงานเฉพาะแต่กับสิ่งที่มองเห็นหรือจับต้องได้
และในมุมมองแรกเริ่มของจอห์น บี. วัตสัน ผู้ก่อตั้งสาขาวิชาดังกล่าว ไม่มีสิ่งใดจะอนุมานได้ในเรื่องธรรมชาติของอัตลักษณ์ที่เป็นก่อให้เกิดพฤติกรรมนั้น
การเปลี่ยนแปลงมุมมองของวัตสันต่อมาและ "การวางเงื่อนไขแบบดั้งเดิม"
นำไปสู่การเป็นที่นิยมของการวางเงื่อนไขของผลของการกระทำ (Operant
conditioning) หรือ "พฤติกรรมนิยมสุดขั้ว" (Radical
behaviorism)
สังคม (Social)หรือ สังคมมนุษย์
คือการอยู่รวมกันของมนุษย์โดยมีลักษณะความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันหลายรูปแบบ เช่น
อาชีพ อายุ เพศ ศาสนา ฐานะ ที่อยู่อาศัย ฯลฯ
สำหรับระบบสังคมที่รวมถึงสิ่งมีชีวิตประเภทอื่นนอกเหนือจากมนุษย์อาจใช้คำว่าระบบนิเวศ
ซึ่งมีความหมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิตต่างๆกับสภาพแวดล้อม
สังคมของมนุษย์เกิดจากกลุ่มบุคคลที่มีความสนใจร่วมกันไม่ว่าจะในด้านใด เช่น ประเทศ
จังหวัด และอื่นๆ และมักจะมีวัฒนธรรมหรือประเพณีรวมถึงภาษา
การละเล่นและอาหารการกินของตนเองในแต่ละสังคม การที่มนุษย์รวมกันเป็นสังคมนั้น
ช่วยให้มนุษย์สามารถสร้างและพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จได้ ซึ่งอาจเป็นไปไม่ได้ถ้าต้องทำสิ่งนั้นโดยลำพัง
ขณะเดียวกันสังคมที่พัฒนาหรือกำลังพัฒนาเป็นเมืองขนาดใหญ่
ซึ่งมีการใช้เทคโนโลยีช่วยในการทำงานอย่างมากนั้น
ก็อาจส่งผลให้ประชากรที่ไม่สามารถปรับตัวตามสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลง
เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวหรือความรู้สึกว่าตนเองไม่มีส่วนร่วมในสังคมขึ้นมาได้
จากสิ่งที่ท่านทำความเข้าใจมาแล้วนั้นท่านจะเห็นได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมันขับเคลื่อนด้วยคน
หากคน และสังคมบิดเบี้ยว ผิดเพี้ยน เข้าใจในหลักแห่งกฎเกณฑ์ต่างๆอย่างคลาดเคลื่อน
ผลที่ตามมามันก็จะเป็นอย่างที่ท่านเห็น อาจจะยกเป็นตัวอย่างเช่นสังคมการบูชาเงิน สังคมนิยมตำแหน่ง
พฤติกรรมวิ่งเต้น พฤติกรรมความอยากได้ที่ต้องการได้สิ่งใดอยากได้แบบง่ายๆ
พฤติกรรมอยากสนุกสนานไม่บันยะบันยัง
หากพฤติกรรม
สังคม และศาสนา ไหลไปตามความเบี้ยวและความผิดเพี้ยนแล้ว
เมื่อไม่มีการปรับปรุงแก้ไข ปล่อยให้ไหลไปตามยถากรรม มันก็จะกลายเป็นเรื่องปกติ
และเป็นเรื่องธรรมดา สุดท้ายก็กลายเป็นเรื่องของชีวิตประจำวัน
ซึ่งสิ่งนั้นก็จะเข้าสู่การได้รับตำแหน่งอธิบดี หรือปลัดแห่งเปรตนั่นเอง.
